คริสตจักรเป็นองค์กรของคนที่เชื่อพระเจ้ามาอยู่รวมตัวกัน เพื่อทำการสามัคคีธรรม และทำกิจการอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับคริสตจักร เมื่อรวมตัวกันเป็นชุมชน จึงต้องมีกฎเกณฑ์เกิดขึ้น นี่มันเป็นพื้นฐานของวิชาสังคมศึกษาด้วยซ้ำ ถึงการอยู่ร่วมกัน มีผู้นำ มีผู้ตาม และมีการบริหารองค์กร แต่สิ่งที่ทำให้องค์กรคริสตจักรแตกต่างจากองค์กรอื่นก็คือ "วัตถุประสงค์" คริสตจักรมีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิบัติพระราชกิจของพระเยซู ที่ได้ทรงสั่งสาวกไว้ก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ เมื่อเปิดฉากพระธรรมกิจการฯ อัครสาวกได้รับฤทธิ์เดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ และการเจิมจากพระเจ้า พวกเขาก็ปฏิบัติหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ของคริสตจักร และการทำหน้าที่ของพวกเค้าก็เพื่อเกื้อหนุนกันและกัน ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก แม้ว่ามีปัญหามากมายในคริสตจักร เหล่าสาวกก็แก้ปัญหาได้ดีตามการทรงนำของพระวิญยาณบริสุทธิ เมื่อเกิดความวุ่นวายผู้นำของคริสตจักรอย่างเช่น อ.เปาโล ก็ได้ออกจดหมายฝากไปยังที่ต่างๆ เพื่อเตือนสติ หนุนน้ำใจ และชี้แนวทางในการปฏิบัติ ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ผู้นำไม่ว่าจะเป็นศิษยาภิบาลหรืออัครทูตก็ต่างทำหน้าที่โดยมีวัตถุประสงค์ เดียวกัน
คริสตจักรไม่มีวัตถุประสงค์อื่นใดแอบแฝง และไม่ถูกครอบงำด้วยองค์กรใดๆ องค์กรอื่นๆที่เกิดมาจากวัตถุประสงค์ของคริสตจักร ก็ต้องอยู่ภายใต้วัตถุประสงค์เดียวกัน เมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับนโยบายการปกครองคริสตจักร เราจึงต้องกลับมาจุดเดิม คือกลับมาทบทวนวัตถุประสงค์ของคริสตจักร ว่าคริสตจักรนั้นรับใช้ใคร ผู้นำถือเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักร และเมื่อมีความขัดแย้งเรื่องนโยบาย เราจึงต้องดูว่าทั้งคริสตจักรว่าอย่างไรในเรื่องนี้
ผู้นำไม่ใช่เจ้าของคริสตจักร แต่เป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักร เราจึงบอกไม่ได้ว่าการตั้งคริสตจักรเกิดจากผู้นำ เพราะเราไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อผู้นำ ดังนั้นการแยกตัวออกจาคริสตจักรเดิมเพื่อตั้งคริสตจักรจึงต้องเกิดขึ้นโดย วัตถุประสงค์ของคริสตจักรเท่านั้น
ถ้าองค์กรนั้นไม่ได้อยู่ภายใต้คริสตจักร ก็ควรทำตามวัตถุประสงค์ขององค์กรนั้นไป ไม่ว่าจะเป็นการระดมทุนหรือทำกิจกรรมใดๆ โดยไม่เอาคริสตจักรเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะคริสตจักรไม่ใช่ที่ระดมทุน เว้นแต่ว่าองค์กรนั้นจะเกิดขึ้นตามวัตถุประสงค์ของคริสตจักร สิ่งที่เรากำลังโฟกัสนั้น คือ พระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์ "ท่านได้เปล่าๆ ท่านก็จงให้เปล่าๆ" นี่เป็นคำพูดของพระเยซูที่ทรงตรัสกับสาวก เพื่อให้เขาทำงานพระองค์อย่างเข้าใจวัตถุประสงค์ของพระองค์
เมื่อถึงเวลาที่เราต้องเลือกอะไรซักอย่าง เราควรกลับมาทบทวนวัตถุประสงค์ของสิ่งนั้นๆเสมอ เราไม่ควรปัดความรับผิดชอบของการตัดสินใจไปให้คนหาการทรงนำของพระเจ้า แต่เราควรพูดหลักการของความจริงอย่างกระจ่างชัด เพื่อลดความคลางแคลงใจ และสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในหมู่พี่น้อง เมื่อความจริงไม่ปรากฏ ผลที่ตามมาก็คือการแตกหัก และการทรงนำของพระเจ้าคือพวกท่านต้องแตกหักกันอย่างนั้นหรือ? ถ้าคนที่ฟังเสียงของพระเจ้าไม่ได้ ก็ต้องตัดสินใจบนพื้นฐานความจริง คือบนพื้นฐานพระวจนะเสมอ พูดความจริงด้วยใจรัก ไม่มีพี่น้องคนไหนโกรธหรอก และแท้จริงเราก็แทบไม่ต้องไปหาการทรงนำด้วยซ้ำ ศึกษาพระวจนะให้ชัดๆเราก็เห็นแล้ว
เลือกวัตถุประสงค์ของพระเจ้า คือสิ่งที่คริสตชนควรต้องทำ
ที่มา :
hopeofbangkok.co.cc/